พลเรือเอกอภิชาติ เพ็งศรีทอง

ประธานกรรมการบริษัท

บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 9 ปี บริษัทมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นที่น่าพอใจ

ในปี 2566 มีพอร์ตสินเชื่อ จำนวน 143,318 ล้านบาท เติบโต 18.82% เมื่อเทียบกับปี 2565 และมีกำไรสุทธิรวม 4,906 ล้านบาท

ในปี 2566 บริษัทยังคงมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการตระหนักถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ( Environmental, Social, Governance : ESG) และเน้นขยายการบริการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนขยายช่องทางการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย นอกเหนือจากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพจนทำให้บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่องแล้ว คณะกรรมการบริษัทยังยึดมั่นและให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยการมุ่งเน้นการสร้างสมดุลที่เหมาะสมใน 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักการบริหารจัดการภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ความโปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในการยกระดับแผนยุทธศาสตร์ทางด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ให้มีความสอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานทางด้านความยั่งยืนของมาตรฐานสากลที่มากยิ่งขึ้น และบริษัทมีการบริหารความเสี่ยงของบริษัทที่ครอบคลุมในทุกด้านของการดำเนินงาน โดยเน้นการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตภายในบริษัท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายว่าบริษัทได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงในด้านต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ บริษัทจัดให้มีการทบทวนนโยบายสำคัญในด้านต่างๆ ได้แก่ นโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน นโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีและจริยธรรมทางธุรกิจ นโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยง และนโยบายการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมทั้งจัดให้มีคู่มือ/แนวทางในการดำเนินธุรกิจแก่ผู้บริหารและพนักงานได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน ตลอดจนให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้มีความรู้ความสามารถ เพื่อให้บริษัทฯเป็นองค์กรที่มีความมั่นคงและยั่งยืน

ผมในนามของคณะกรรมการบริษัท ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น ลูกค้า ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มที่ให้ความไว้วางใจ และให้การสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทด้วยดีเสมอมา และขอขอบคุณคณะผู้บริหาร พนักงานทุกท่านที่มุ่งมั่นและทุ่มเทในการปฏิบัติงานอย่างดีเยี่ยม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งในด้านการเติบโตของรายได้ การขยายสาขา และการบริการลูกค้าให้เกิดความประทับใจสูงสุด รวมถึงร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน พร้อมรับมือต่อสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผมมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความทุ่มเทและความร่วมมือกันผลักดันการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีการบริหารงานตามหลักบรรษัทภิบาล ( Environmental, Social, Governance : ESG) จะเป็นปัจจัยสำคัญและแสดงถึงความสามารถในการสร้างโอกาสทางธุรกิจพร้อมรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก (Global trends) เพื่อสร้างความเข้มแข็งและการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดไป