ทริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 'บ. เมืองไทย แคปปิตอล' เป็น 'BBB+' จาก 'BBB' แนวโน้ม 'Stable'

กลับ

ทริสเรทติ้งปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เป็นระดับ 'BBB+' จากเดิมที่ระดับ 'BBB' โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงผลงานที่ยั่งยืนในการเป็นผู้นำในตลาดของผลิตภัณฑ์หลักซึ่งคือการให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีหลักประกัน รวมไปถึงความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด คุณภาพของสินทรัพย์ที่ได้รับการควบคุมเป็นอย่างดี แหล่งเงินทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้นและสภาพคล่องในระดับที่เพียงพอ แนวโน้มอันดับเครดิต 'Stable' หรือ 'คงที่' สะท้อนถึงมุมมองของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะทางการตลาดและมีผลประกอบการที่น่าพอใจตามที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
สถานะความเป็นผู้นำในตลาด

ตั้งแต่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างเข้มแข็งของธุรกิจ สินเชื่อรวมคงค้างของบริษัทเติบโตจาก 7.45 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2557 มาอยู่ที่ 48.05 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2561 โดยในปี 2561 นั้น สินเชื่อมีการขยายตัว 35% จากปีก่อนหน้า

สถานะความเป็นผู้นำของบริษัทเกิดจากความเข้าใจในตลาดที่ดำเนินธุรกิจ และเครือข่ายสาขาทั่วประเทศที่ครอบคลุมทั้งในเขตกรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ชนบทในระดับตำบลของจังหวัดต่าง ๆ ทั้งนี้ ณ เดือนธันวาคม 2561 บริษัทมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 3,279 สาขา เพิ่มขึ้นจาก 506 สาขาในปี 2557 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีเท่ากับ 45% ด้วยแผนการที่จะเปิดสาขาประมาณ 600 สาขาต่อปี ทริสเรทติ้งคาดหวังว่าบริษัทจะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดธุรกิจการให้สินเชื่อขนาดเล็กหรือ Microfinance ได้ตลอดระยะเวลา 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า

ความสามารถในการทำกำไรที่เข้มแข็ง

ทริสเรทติ้งคาดการณ์กำไรสุทธิของบริษัทจะเติบโตต่อเนื่องในระดับ 20%-30% โดยมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8.5% ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยอัตราดอกเบี้ยรับในระดับที่สูงของผลิตภัณฑ์สินเชื่อต่าง ๆ ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีหลักประกัน สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน และสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพหรือนาโนไฟแนนซ์ ผนวกกับต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี จะช่วยสนับสนุนให้กำไรของบริษัทอยู่ในระดับที่แข็งแรง โดยกำไรสุทธิของบริษัทเติบโต 48% ในปี 2561 เทียบจากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าคู่แข่งในตลาด

ทริสเรทติ้งคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถรักษาผลประกอบการทางการเงินให้อยู่ในระดับที่แข็งแรงได้ ถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบในเชิงลบจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ รวมไปถึงการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น

มีการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์เป็นอย่างดี

ทริสเรทติ้งมีความเห็นว่าคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทได้รับการควบคุมเป็นอย่างดี และค่อนข้างจะสามารถต้านทานต่อสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งสะท้อนได้จากการที่บริษัทมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (สินเชื่อค้างชำระมากกว่า 90 วัน) ต่อสินเชื่อรวมอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2561 อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมของบริษัทปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.1% จาก 1.2% ในปีก่อนหน้า ซึ่งหากเทียบกับคู่แข่งแล้ว อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมของบริษัทอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนที่ต่ำนี้เป็นผลมาจากการจัดการความเสี่ยงที่ดี โดยเฉพาะนโยบายการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดและกระบวนการจัดเก็บหนี้ที่มีประสิทธิภาพของบริษัท นอกจากนี้ บริษัทได้มีการกระจายตัวของพอร์ตสินเชื่อมาโดยตลอด และรักษาอัตราการกระจุกตัวของลูกค้า 20 รายแรกอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1% ซึ่งจะทำให้บริษัทจะได้รับผลกระทบของการผิดชำระหนี้ของลูกค้ารายใดรายหนึ่งน้อยลง

การกระจายตัวของแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องในระดับที่เพียงพอ

ทริสเรทติ้งประเมินแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องของบริษัทว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอ อันเป็นผลมาจากแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย ประกอบไปด้วยหุ้นกู้ (53%) สินเชื่อระยะยาว (22%) และตั๋วสัญญาใช้เงิน (18%) จากธนาคาร รวมไปถึงตั๋วแลกเงิน (7%) นอกจากนี้ การที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินจากการเข้าถึงตลาดทุนได้ นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินด้วยการออกหุ้นกู้มูลค่า 4 พันล้านบาท เสนอขายแก่นักลงทุนทั่วไปเป็นครั้งแรก ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561 บริษัทมีวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่เบิกใช้จำนวน 7.18 พันล้านบาท นอกเหนือไปจากเงินที่จะได้จากการจ่ายชำระคืนจากลูกหนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าเงินทุนและสภาพคล่องของบริษัทจะเพียงพอต่อการขยายตัวของธุรกิจและจ่ายคืนหนี้สินตลอดระยะเวลา 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า

การก่อหนี้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ตามข้อกำหนดสำคัญทางการเงินของวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงิน บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไว้ไม่เกิน 4 เท่า ซึ่งอัตราส่วนดังกล่าว ณ เดือนธันวาคม 2561 อยู่ที่ 3.0 เท่า ลดลงมาจากปีก่อนหน้าเล็กน้อยที่ 3.1 เท่า

ทริสเรทติ้งคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้ได้แม้จะมีแผนการขยายธุรกิจ ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทมีฐานทุนที่แข็งแกร่งจากการที่มีความสามารถในการทำกำไรที่เข้มแข็งและนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่ระมัดระวัง

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

  • พอร์ตสินเชื่อจะเติบโต 20%-30% ระหว่างปี 2562-2564
  • อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8.5% ในช่วงระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นคาดว่าจะรักษาระดับที่ประมาณ 3 เท่า ระหว่างปี 2562-2564

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต 'Stable' หรือ 'คงที่' สะท้อนการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะทางการตลาดและมีผลประกอบการที่น่าพอใจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังคาดว่าบริษัทจะสามารถควบคุมคุณภาพสินเชื่อและการก่อหนี้เอาไว้ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ด้วยเช่นกัน

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตในอนาคตอันใกล้นี้มีความเป็นไปได้น้อยหลังจากการปรับเพิ่มอันดับเครดิตในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มอันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่การก่อหนี้และผลประกอบการทางการเงินปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงได้หากคุณภาพสินทรัพย์ หรือความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบกับฐานทุน การก่อหนี้ ผลประกอบการทางการเงิน หรือความเสี่ยงของบริษัท?

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

การจัดอันดับเครดิตบริษัทให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร, 7 พฤษภาคม 2561 บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC)
อันดับเครดิตองค์กร: BBB+
อันดับเครดิตตราสารหนี้:
MTLS19NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 469 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2562 BBB+
MTC222A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,650.3 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565 BBB+
MTC22NB: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,349.7 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565 BBB+
แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable