MTC ปิดประเด็น เรื่องความไม่แน่นอนของการคิดดอกเบี้ย

Back

ตามที่มีข่าวออกมาเป็นระยะว่า บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ดำเนินธุรกิจโดยการคิดดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่มีผลการตัดสินว่าดอกเบี้ยควรจะเป็นเท่าไร เพราะที่ผ่านมา MTC ดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายแพ่งที่ให้คิดดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายได้ตามเหมาะสม ซึ่งยังไม่มีการชี้ชัดว่าเหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร นอกจากรอพรบ.กำกับดูแลสถาบันการเงินฉบับใหม่ที่คาดว่าจะประกาศใช้ภายในสิ้นปี 2561 นี้ ดังนั้น เพื่อความชัดเจนในการทำธุรกิจทางผู้บริหารของ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) จึงได้เปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยจะแยกบัญชีลูกค้าออกเป็น 2 สัญญา คือ ปล่อยภายใต้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ (60-70%) ของวงเงินดอกเบี้ย 15 เปอร์เซ็นต์ และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ (30-40%) ของวงเงินดอกเบี้ย 36 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 23 เปอร์เซ็นต์ โดยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ เป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้คิดดอกเบี้ยได้สูงสุด 36 เปอร์เซ็นต์

ผลจากการปล่อยสินเชื่อดังกล่าว จะทำให้ MTC ปิดประเด็นเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่ยังมีความคลุมเครืออยู่ แต่จะมีประเด็นที่นักวิเคราะห์ให้ความกังวลเกี่ยวกับหนี้เสีย หรือ NPL ที่อาจจะเพิ่มขึ้นตามมา เพราะเนื่องจากสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ เป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ในเรื่องดังกล่าว นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ขอชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวไม่น่ากังวลแต่ประการใด ทั้งนี้เนื่องจาก บริษัทดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลานานกว่า 25 ปี มีประสบการณ์ในการติดตามหนี้ อีกทั้งลูกค้าที่มาขอสินเชื่อจะเป็นลูกค้าเก่าที่มาขอสินเชื่อซ้ำ โดยประมาณ 70% เป็นลูกค้าเดิม และ 30% เป็นลูกค้าใหม่จึงทำให้เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าและสามารถคัดกรองลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดีได้ อีกทั้งปัจจุบันบริษัทก็ได้ปล่อยสินเชื่อทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกันอยู่แล้ว ดังนั้นความเสี่ยงเรื่องการเกิดหนี้เสียหรือ NPL จึงคาดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบแต่อย่างไร อีกทั้ง กรณีที่เป็นลูกค้าใหม่ บริษัทอาจจะเพิ่มบุคคลค้ำประกันขึ้นอีก

ประเด็นต่อมาที่นักลงทุนกังวลคือ เรื่องการตั้งสำรอง คุณชูชาติชี้แจงว่าบริษัทมีการตั้งสำรอง 2 วิธี คือ การตั้งสำรองตามอายุลูกหนี้ และการตั้งสำรองทั่วไปโดยสูตรคำนวณ PD x LGD ดังนั้น การที่บริษัทปล่อยสินเชื่อโดยไม่มีหลักประกัน จึงไม่มีผลต่อการนำมาคำนวณการตั้งสำรองแต่ประการใด และประเด็นสุดท้ายที่นักลงทุนกังวล คือ เรื่องของผลกำไร คุณชูชาติชี้แจงว่าด้วยรูปแบบการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ยังคงให้ผลกำไรเฉลี่ยของบริษัทอยู่ที่ 23 เปอร์เซ็นต์เช่นเดิม

อนึ่ง ตามที่มีข่าวว่าได้มีกลุ่มลูกค้าตั้งกลุ่มขึ้นมาและไปฟ้องดำเนินคดีกลุ่มกับบริษัท บริษัทขอชี้แจงว่าเป็นเพียงแค่การยื่นคำร้องไต่สวนคดีแบบกลุ่มต่อศาล จำนวนประมาณ 15 ราย และอยู่ในขั้นตอนของการไต่สวนของศาล ซึ่งในประเด็นดังกล่าว คุณชูชาติ เพ็ชรอำไพ มั่นใจว่าคำฟ้องอาจจะไม่เข้าข่ายคดีฟ้องแบบกลุ่ม ทั้งนี้เนื่องจากองค์ประกอบของการฟ้องอาจจะไม่ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของลูกค้าที่ไปฟ้องกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทางเศรษฐกิจ จำนวน 3 ราย วงเงิน 74,000 บาท เรื่องดังกล่าวก็อยู่ในขั้นตอนดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และถ้าเกิดความเสียหายเกิดขึ้นก็ยังอยู่ในวงจำกัดไม่ขยายตัวไปมากแต่ประการใด จึงขอให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์ให้ความสบายใจได้